ความต้านทานไฟฟ้า

เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลหมาย
ถึงมีการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนในลวดสายไฟและ
อิเล็กตรอนจะวิ่งชนกับอะตอมของ
เส้นลวด
เกิดการต้านทานการไหลของอิเล็กตรอนขึ้น
เราเรียกว่า ความต้านทาน (Resistance)
ความต้านทานมีหน่วยเป็นโอห์ม (Ohm
ใช้สัญลักษณ์ W )
ความต้านทานเกิดขึ้นทุก ๆ
ที่ที่มีกระแสไฟฟ้าไหล
ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสายไฟเท่านั้น
ตัวอย่าง ความ ต้านทานต่าง ๆ
มีดังนี้
1.
ความต้านทานของตัวนำ
ได้แก่ความต้านทานของลวดสายไฟฟ้าเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
2.
ความต้านทานของสารละลายอิเล็กโทรไลต์ได้แก่ความต้านทานของสารละลายของกรดเกลือกรดกำมะถัน
น้ำเกลือ เป็นต้น
3.
ความต้านทานของจุดสัมผัส ได้แก่
ความต้านทานที่เกิดขึ้นที่จุดสัมผัสของสวิตซ์หรือรอยเชื่อมต่อระหว่างสายไฟ
ที่จุด
สัมผัสนี้กระแสจะไหลได้ยากเพราะมีความต้านทานสูงความต้านทานของจุดสัมผัสนี้จะเป็นปัญหามากเมื่อให้กระแสไหลผ่าน
เป็นจำนวนมากค่าความต้านทานนี้จะลดลงโดยการขัดผิวที่จุดสัมผัสให้เรียนหรือเพิ่มแรงกดที่จุดสัมผัส
หรือบัดกรีเชื่อมต่อ
ระหว่างสายไฟเสีย

4. ความต้านทานของสายดิน ได้แก่
ความต้านทานที่เกิดขึ้นระหว่างดินและแผ่นโลหะผังลงดิน

5.
ความต้านทานของฉนวน
เพื่อป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้ารั่วจากสายไฟจะใช้ไวนิลหรือยางซึ่งเป็นวัสดุที่มีค่าความ
ต้านทานจำเพาะ
สูงหุ้มสายไฟนั้นไว้
เราเรียกการป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วนี้ว่า
การฉนวน
และวัสดุที่ใช้ในการฉนวนนี้ว่า
ฉนวน
แต่การฉนวนนั้นมิได้หมายความว่ากระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านไม่ได้เลย

วิธีวัดความต้านทาน
เครื่องมือที่ใช้วัดความต้านทานเรียกว่า
เทสมิเตอร์ (หรือมัลติมิเตอร์)
เครื่องวัดนี้
สวิตซ์ที่สามารถสลับเพื่อวัดกระแส
แรงดัน
และความต้านทานได้เมื่อจะวัดค่าความต้านทานต้องสลับสวิตซ์มาที่จะใช้วัดความต้านทานเสียก่อน
แล้วจึงนำปลายทั้งสอง
ข้างของมิเตอร์มาแตะกัน ดังรูป ก
แล้วปรับให้เข็มของมิเตอร์ชี้ที่เลข
0 โอห์ม
จากนั้นจึงนำปลายทั้งสองข้างของมิเตอร์ไปต่อกับ
ตัวต้านทาน
แล้วอ่านค่าโอห์มจากมิเตอร์ก็จะทราบค่าความต้านทาน
ดังรูป ข
[กลับความด้านทานไฟฟ้า]