หัวข้อเรื่อง
  ตัวอย่างโครงงานที่1
ชื่อโครงงาน "ธูปกันยุงสมุนไพร"

ผู้ทำโครงงาน
          ด.ช.ปฐมพงษื สังข์วงษ์
          ด.ญ.นันทกา สำเภาแก้ว
          ด.ญ.วนิดา ทองแก้ว

อาจารย์ที่ปรึกษา
          นางวรรณา สุขใจ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          สภาพชุมชนในท้องถิ่นของเรามียุงชุกชุมมาก ทำให้เป็นปัญหาการอ่านหนังสือ และทำการบ้านของนักเรียนเพราะถูกยุงกัด ผู้ปกครองส่วนมากใช้ยากันยุงประเภทจุดไล่ยุง ซึ่งยากันยุงเหล่านี้ ล้วนแต่ใช้สารเคมีเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำให้เกิดมลพิษรอบข้าง อาการที่แสดงให้เห็น เช่น แสบตา หายใจติดขัดคัดจมูกน้ำมุกไหล และใช้ติดต่อเป็นเวลานานจะเกิดอันตรายต่อชีวิตได้ หาผู้ใช้ขาดความระมัดระวัง

จุดมุ่งหมาย
          เพื่อทำยากันยุงโดยใช้พืชสมุนไพร

สมมุติฐาน
          ใบดาวเรืองเป็นพืชสมุนไพรที่สามารถไล้ยุงได้ดีที่สุด

ตัวแปรที่ศึกษา
          ตัวแปรต้น ใบสะเดา ใบดาวเรือง ตะไคร้หอม เปลือกส้ม ขี้เลื้อย กาวแป้งเปียก
          ตัวแปรตาม ธูปกันยุงที่ใช้ไล่ยุงได้
          ตัวแปรที่ต้องควบคุม ปริมาณของพืชสมุนไพร ขนาดของธูปกันยุง ขนาดของก้านธูป เวลาที่ใช้ตาก ขนาดของพื้นที่ที่ใช้

อุปกรณ์ที่ใช้
          1. ใบสะเดา
          2. ใบดาวเรือง
          3.
ตะไคร้หอม
          4. เปลือกส้มโอ
          5. ขี้เลื้อย
          6. กาวแป้งเปียก
          7. ก้านธูป

วิธีการศึกษา
          1. ใช้วิธีทดลองกับยุงจำนวน 50 ตัว โดยศึกษาผลการใช้พืชสมุนไพรแยกแต่ละชนิด และผลการใช้ส่วนผสมของพืชสมุนไพรทุกชนิด
          2. ทำการทดลองซ้ำ รวม 3 ครั้ง แล้วนำผลมาสรุปร่วมกัน

ขั้นตอนปฏิบัติโครงงาน
          เมื่อนักเรียนได้ร่วมกันกำหนดแผนการปฏิบัติงานเรียบร้อยแล้ว นักเรียนก็เริ่มลงมือปฏิบัติตามโครงงาน ตามลำดับดังนี้
          1. นักเรียนแบ่งหน้าที่กันแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทดลองและส่วนผสมในการทำธูปกันยุง จากแหล่งต่าง ๆ และนำผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้ามาแลกเปลี่ยนอภิปราย และร่วมกันสรุปเป็นวิธีการที่จะใช้ในการศึกษา โดยครูเป็นที่ปรึกษา
          2. นักเรียนดำเนินการทดลองตามวิธีการที่ร่วมกันกำหนดดังนี้
                    (1) นำใบสะเดา ใบดาวเรือง ตะไคร้หอง เปลือกส้มโอ มาล้างให้สะอาดหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแดดให้แห้ง นำมาบดหรือตำให้ละเอียด
                    (2) นำใบดาวเรืองที่ละเอียดมาผสมกับขี้เลื้อยปริมาณที่เท่ากันผสมกับกาวแป้งเปียก มาปั้นับก้านธูป นำไปตากแดแให้แห้ง 2-3 วัน
                    (3) นำใบสะเดาที่ละเอียดมาผสมกับขี้เลื้อยปริมาณที่เท่ากันผสมกับกาวแป้งเปียก มาปั้นับก้านธูป นำไปตากแดแให้แห้ง 2-3 วัน
                    (4) นำตะไคร้หอมที่ละเอียดมาผสมกับขี้เลื้อยปริมาณที่เท่ากันผสมกับกาวแป้งเปียก มาปั้นับก้านธูป นำไปตากแดแให้แห้ง 2-3 วัน
                    (5) นำเปลือกส้มที่ละเอียดมาผสมกับขี้เลื้อยปริมาณที่เท่ากันผสมกับกาวแป้งเปียก มาปั้นับก้านธูป นำไปตากแดแให้แห้ง 2-3 วัน
                    (6) นำเปลือกส้ม ใบสะเดา ใบดาวเรือง ตะไคร้หอม ที่ที่ละเอียดมาผสมกับขี้เลื้อยปริมาณที่เท่ากันผสมกับกาวแป้งเปียก มาปั้นับก้านธูป นำไปตากแดแให้แห้ง 2-3 วัน
                    (7) นำธูปทั้ง 5 ชนิด มาทดลองจุดในกล่องขนาด 13.5 x 9 นิ้ว จำนวน 5 กล่อง ซึ่งบรรจุยุงกล่องละ 10 ตัว
          3. การสังเกตและบันทึกผลการทดลอง นักเรียนร่วมกันวางแผนการสังเกต และออกแบบบันทึกผลการทดลอง โดยการระดมความคิดเห็นและปรึกษาครูที่ปรึกษา ได้แบบแผนการสังเกตและบันทึกผลการทดลอง

ตัวอย่างโครงงานที่ 2

ชื่อโครงงาน "เพชรฆาตกำจัดกลิ่นรักแร้"

ผู้ทำโครงงาน

          ด.ช.ปฐมพงษื สังข์วงษ์
          ด.ญ.นันทกา สำเภาแก้ว
          ด.ญ.วนิดา ทองแก้ว

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

          ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตที่มีลักษณะภูมิอากาศร้อน ส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อ น้ำและของเสียออกนอกร่างกาย
ได้โดยง่าย กลิ่นตัวเป็นปัญหาที่พบมากในปัจจุบัน ผู้ทำโครงงานก็ประสบปัญหาในเรื่องอยู่และพบว่าผู้ปกครองก็เคย
มีปัญหากลิ่นตัวเหมือนกันและได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นว่าน่าจะมีการนำเอาใบน้อยหน่าและปูนแดงมา
ศึกษาและแก้ปัญหานี้
ใบน้อยหน่าเป็นพืชที่ขึ้นง่ายและหาได้ง่ายในท้องถิ่น ปูนแดงเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ขาดมิได้ในการเคี้ยวหมาก
ของคนรุ่นก่อนๆ ซึ่งวัสดุทั้งสองต่างหาได้ง่ายและมีราคาถูก ใบน้อยหน่ามีคุณสมบัติที่มีกลิ่นฉุนน่าจะสามารถกลบกลิ่น
ฉุนได้ ส่วนปูนแดงมีสมบัติเป็นเบสเมื่อนำมาผสมกันน่าจะมีประสิทธิภาพ ในการดับกลิ่นได้ดี ผู้ทำโครงงานจึงมีความ
สนใจที่จะศึกษาในเรื่องนี้

วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
          1. ใบน้อยหน่า
          2. ปูนแดง
          3. น้ำ
          4. ครกหรือเครื่องบดสาร
          5. บีกเกอร์
          6. เครื่องชั่ง
          7. กระดาษลิตมัส

วิธีดำเนินการทดลอง
          1. เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
          2. นำใบน้อยหน่าประมาณ 12 ใบมาล้างให้สะอาด หั่นและนำมาบดให้ละเอียดพอประมาณ แล้วมาชั่งน้ำหนัก
          3. วัดค่า PH ของปูนแดงนำใบน้อยหน่าที่บดผสมกับปูนแดง 10 ช้อนเบอร์ 2 หรือ 2 ช้อนโต๊ะ จะได้อัตราส่วน ดังนี้ ใบน้อยหน่า 12 ใบ : ปูนแดง 2 ช้อนโต๊ะ
          4. เติมน้ำปริมาตร20 ลูกบาศก์มิลลิลิตร (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) ลงไปในบีกเกอร์คลุกเคล้าให้เข้ากัน วัดค่า PH
          5. นำมารักแร้ให้ทั่วทิ้งไว้และบันทึกผลการทดลองทุก 5 นาที

สรุปผลการทดลอง
          จากการศึกษาโครงงานนี้พบว่าใบน้อยหน่า, ปูนแดงและน้ำที่ผสมกันในอัตราส่วนใบน้อยหน่า 12 ใบ : ปูนแดง
2 ช้อนโต๊ะ: น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมที่ได้วัดค่าPH ได้เท่ากับ10 มีสมบัติเป็นเบส สามารถนำมาดับกลิ่นรักแร้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพเมื่อปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที

ข้อเสนอแนะ
          1. ควรมีการนำน้อยหน่าหลาย ๆ สายพันธ์มาศึกษาว่าพันธ์ไหนที่จะมีสิทธิภาพดีในการรักษากลิ่นรักแร้
          2. ควรมีการนำพืชหรือสมุนไพรชนิดอื่นมาศึกษาเพิ่มเติมในการรักษากลิ่นรักแร้

  © 2003 by Educational Technology and Communication