การปกครองหัวเมืองในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช


การเสียกรุงครั้งที่1 ให้แก่พม่าในปีพุทธศักราช 2112 เป็นอุทาหรณ์แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอ
ของการจัดระบบการปกครองหัวเมืองชั้นนอก เป็นแบบเมืองเจ้าพระยามหานคร ข้าศึกจึงสามารถยึดเอาเมือง
เจ้าพระยานคร อย่างเช่น เมืองพิษณุโลกเอาไว้เป็นกำลังได้ ดังนั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกู้เอกกราช
จากพม่าได้และทรงมีอำนาจยิ่งใหญ่พอ จึงลดอำนาจหัวเมืองชั้นนอก ทรงยกเลิกระบบการปกครองแบบให้อำนาจ
กึ่งอิสระนั้นเสีย จัดให้มีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง รวบรวมอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แล้วจัดระบบการปกครองเป็น หัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา ซึ่งมีลักษณะสำคัญดังนี้


หัวเมืองชั้นใน คือ หัวเมืองที่อยู่รายรอบใกล้ชิดพระนครหรือหัวเมืองในมณฑลราชธานี จัดรูป
การปกครองเหมือนเดิม คือ ให้ขึ้นโดยตรงต่อเมืองหลวง ไพร่พลในเมืองเหล่านี้ ก็สังกัดกรมกองที่เมืองหลวง
ผู้ปกครองเมือง เป็นเพียงตำแหน่ง "ผู้รั้ง" เมื่อจัดระบบการปกครองใหม่ หัวเมืองเหล่านี้ ก็เป็นหัวเมืองชั้นจัตวา


หัวเมืองชั้นนอก คือ หัวเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งได้แก่ เมืองเจ้าพระยามหานครเดิม
การปรับปรุงการปกครองที่สำคัญ คือ ยกเลิกการส่งเจ้านายเชื้อพระวงศ์ออกไปปกครอง แต่แต่งตั้งขุนนาง
เป็นเจ้าเมืองทั้งหมด หัวเมืองชั้นนอก ประกอบด้วย หัวเมืองชั้นเอก ได้แก่ เมืองขนาดใหญ่มีความสำคัญ
ทางยุทธศาสร์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามี 2 เมือง คือ เมืองพิษณุโลกและนครศรีธรรมราช ต่อมาในสมัย
กรุงธนบุรีจึงตั้งเมืองนครศรีธรรมราช เป็นหัวเมืองชั้นเอกอีกเมืองหนึ่ง เจ้าเมืองเป็นขุนนางมียศเป็นเจ้าพระยา
ถือศักดินาสูงถึง 10,000 ไร่ เท่ากับตำแหน่งเสนาบดีในเมืองหลวง หัวเมืองชั้นโท เป็นเมืองที่มีความสำคัญ
รองลงมา เจ้าเมืองมียศเจ้าพระยา ถือศักดินา 10,000 ไร่ เท่ากับเจ้าเมืองชั้นเอก ในสมัยอยุธยามี 6 เมือง
คือ สวรรคโลก สุโขทัย กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครราชสีมาและเมืองตะนาวศรี หัวเมืองชั้นตรี เป็นเมือง
เล็กและสำคัญน้อยกว่าหัวเมืองชั้นโท เจ้าเมืองมียศเป็นพระยา ถือศักดินา 5,000 ไร่ มีอยู่ 7 เมือง คือ พิชัย
พิจิตร นครสวรรค์ จันทบูรณ์ ไชยาพัทลุงและเมืองชุมพร หัวเมืองชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี เหล่านี้ไม่ขึ้นแก่กัน
แต่ขึ้นต่อเมืองหลวงโดยตรงและแต่ละเมืองจะมีเมืองเล็กๆ ชั้นจัตวาขึ้นอยู่ในสังกัดมากน้อยแตกต่างกันออกไป


แหล่งข้อมูล : เฉลิม พงศ์อาจารย์. พื้นฐานอารยธรรมไทย. พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก, ๒๕๒๓