I พิษณุโลกก่อนยุคประวัติศาสตร์ I พิษณุโลกยุคพงศาวดาร I พิษณุโลกในรูปแบบของตำนาน I
I เมืองอกแตก -พิษณุโลก เมืองมากมายหลายชื่อ I สมัยสุโขทัย ศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ I สมัยกรุงศรีอยุธยา I              
I สมัยกรุงศรีอยุธยตอนปลาย I สมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร ์I

พิษณุโลก ก่อนยุคประวัติศาสตร์ชาติไทย

--------เมืองพิษณุโลกในทางประวัติศาสตร์นั้นอาศัยหลักฐาน จากหลักศิลาจารึกสุโขทัย รวมทั้งบทวิเคราะห์ทางด้าน มนุษย์วิทยาของการตั้งเผ่าพันธุ์อีกทางหนึ่ง นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ ต่างเชื่อกันว่า ชนชาติสยามนั้น สืบเชื้อสายมาจากจีน และชาวอริยกะจากประเทศอินเดีย โดยแบ่งตามเชื้อชาติภูมิศาสตร์และภาษาที่พูดจาออกไป

"คนไทยกับคนลาว"

งงงงงคนไทยยังแบ่งออกเป็นไทยเหนือและไทยใต้ ไทยเหนือคือกลุ่มชนที่ตั้งแหล่งอยู่ทางตอนใต้หรือ ตอนปลาของลำน้ำ ปิง วัง ยม น่าน ต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา อาณาเขตตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป คือ พิจิตร ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก ในสมัยพระเจ้าอู่ทอง แห่งกรุงศรีอยุธยาตั้งราชวงศ์อู่ทอง (พ.ศ.๑๘๙๓-๑๙๑๒) เรียกรวมกันว่า"เมืองเหนือ" หมายถึงอาณาจักร สุโขทัยและเรียกผู้คนในแถบนี้ว่า "ชาวเหนือ" หรือ "คนเหนือ" พระมหาธรรมราชาลิไท ครองกรุงสุโขทัยชาวเมืองก็เรียกชาวกรุงศรีอยุธยาว่า "เมืองใต้" เรียกผู้คนที่นั่นว่า "คนใต้หรือชาวใต้"
......... แม้ต่อมาพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพระงั่ว พ.ศ. ๑๙๑๓-๑๙๓๑) ยังเรียกว่า "เมืองเหนือเมืองใต้" จนกระทั่งถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเลิกวิธีการปกครอง หัวเมืองเหนือ (พ.ศ.๒๑๓๓) ชื่อนี้ก็ยังคงเรียกกันอยู่เช่นเดิม จนกระทั่งถึงช่วงอาณาจักรของเจริญร่งเรืองในราวปี พ.ศ.๑๑๐๐-๑๘๐๐ ไห้แผ่อำนาจและขยายการปกครอง พร้อมกับแฝงเอาประเพณีวัฒนธรรมเข้ามาถึงลู่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยม เมืองพิษณุโลกจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพล ของขอมหลักฐานที่เชื่อว่าขอมแผ่อำนาจเข้ามาคือ พระปรางค์ศิลาแลง วัดจุฬามณี เข้าใจว่าเดิมเป็นเทวสถานของพราหมณ์ ยังมีชิ้นส่วนของอาคารที่ขุดพบมีนาค ๓ เศียร

พิษณุโลกยุคพงศาวดาร

...........เมืองพิษณุโลกจากอดีตอันยาวนานเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมามากมายมีทั้งในรูปแบบ ของบทพงศาวดาร ตำนาน ประวัติศาสตร์มีทั้งหลักฐานอ้างอิง และ ปราศจากพยานหลักฐาน สำหรับในทางพงศาวดาร พระวิเชียร ปรีชา(น้อย) เจ้ากรมราชบัณฑิตฝ่ายพระราชวังบวรฯ แต่งหนังสือพงศาวดารเหนือขึ้นเมื่อปีเถาะ พ.ศ.๒๓๕๐ ข้อความปรากฏชัดว่า
พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏก หรือพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) แห่งกรุงสุโขทัย มีพระราชโองการตรัสสั่งให้จ่านกร้อง จ่าการบูรณ์ นำพ่อค้าเกวียนคนละ ๕๐๐ เล่ม เต็มไปด้วยทุนทรัพย์พร้อมพลเมืองโยธาและพ่อพราหมณ์ฝ่ายละ ๑,๐๐๐ คน ออกมาสร้างเมืองขึ้นใหม่ แห่งหนึ่งบนฝั่งตะวันออกและ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่านควบคู่กันไป ใช้เวลาสร้างมืองถึง ๑ ปี ๗ เดือน จึงแล้วเสร็จ
..........
พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฏก หรือ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไท) จึงเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย เสนาอำมาตย์ พระราบโอรสทั้งสองพระองค์ คือ "เจ้าไกรสรกับเจ้าชาติสาคร" มีกองทัพหน้าหลังมายังเมือง สร้างใหม่ พระองค์ตรัสถามพราหมณ์ว่าจะใช้ชื่อเมืองอันใดดี พราหมณาจารย์ กราบทูลว่า "พระองค์เสด็จมาถึงเมืองใหม่ในวันยามพิษณุ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกจึงตั้งชื่อว่า "พิษณุโลก" หลังจากนั้นพระเจ้าศีธรรมไตรปิฎกชักชวนท้าวพระยาทั้งหลายให้ช่วยกัน สร้างพระธาตุเจดีย์และพระวิหาร ใหญ่น้อยและศาสนสถานอื่นๆ อีกมากมาย

พิษณุโลกในรูปแบบของตำนาน

...........ส่วนในตำนานการเล่าขานของการสร้างเมืองพิษณุโลกนั้นมีเรื่องของศาสนาพุทธ เข้ามาเกี่ยวข้อง อยู่ด้วย
"แต่ชาติปางก่อน พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกเป็นภิกษุได้สร้างพระธรรมไตรปิฎก เมื่อ ศาสนาพระกุสันทะเจ้า ครั้นพระองค์ตรัสรู้ในพระไตรปิฎกทั้งสามพระองค์จึงรู้ในพระทัยว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาต ทาง ตะวันออกและทางตะวันตกแล้ว เสด็จไปฉันจังหันใต้ต้นสมอ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกจึงคิดสร้างเมือง ณ ที่แห่งนั้น" จึงมีพระราชโองการให้จ่านกร้อง ให้พ่อค้าเกวียน ๕๐๐ เล่มข้ามไปข้างตะวันตก ให้ไพร่พลของตนรวมกันได้ ๑,๐๐๐ คนทำอิฐ จ่าการบุรณ์รวมไพร่พล ๑,๐๐๐ คนกับเกวียน ๕๐๐ เล่มข้ามฟากไปทางทิศตะวันออก ช่วยกันทำอิฐแล้วจึงให้หาชะพ่อพราหมณ์ อันเป็นเฒ่าแก่ตามไสยศาสตร์จึงให้ ชะพ่อพราหมณ์ถือศีลกินบวชเขนง ๗ วัน แล้วสระเกล้าแล้วขึ้นโล้ถีบอัมพวายแก่พระอิศวรเจ้า จึงเอาพระอิศวรเจ้าออกไปเลียบที่ตั้งเมือง จึงให้พราหมณ์ ชักรอบ ทิศตั้งเมืองแล้วจึงเป็นหน้ายาว ๕๐ เส้น สกัด ๑๐ เส้น ๑๐ วา ปันหน้าที่ไว้แก่พราหมณ์จะได้เท่าใด
............
ครั้นปันหน้าที่แล้ว พอได้ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๓ ขึ้น ๑ ค่ำปีฉลูศก เวลาเช้าต้องกับเพลาเมื่อ พระพุทธเจ้าฉันจังหันใต้ต้นสมอ จ่านกร้อง จ่าการบุรณ์ แข่งกัน สร้างเมือง ๑ ปี ๗ เดือน จึงแล้วเสร็จ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกยินดีหนักหนา เสด็จจากเมืองเมื่อวันอาทิตย์เดือนอ้าย แรม ๖ ค่ำ เพลาเช้าไปได้ ๒ เดือน จึงถึงตั้งพลับพลาริมน้ำห่างเมืองประมาณ ๑๐๐ เส้น พระองค์จึงตรัสถามชะพ่อพราหมณ์ว่าจะชื่อเมืองอันใดดี พราหมณาจารย์จึงกราบทูลว่าเมืองพระองค์เสด็จมาถึงยามพิษณุต้องชื่อ พิษณุโลก ถ้าจะว่าตาม พระพุทธเจ้า มาบิณฑบาตก็ชื่อเมือง โอฆบุรีตะวันออก ตะวันตกชื่อเมืองจันทบูรณ์
...........
บริเวณที่พระพุทธเจ้าฉันจังหันใต้ต้นสมอนั้นแต่ก่อนเรียกว่าพนมสอ บัดนี้เรียกว่า "เขาสมอแครง" อยู่ในเขตอำเภอวังทอง ห่างจากพิษณุโลก ๑๗ กม. เป็นเขาที่บรรจุพระธาตุเจ้า ทั้งสองคือพระอุบาฬีเถร และศริริมานนท์นิพพานในที่นี้และ ครั้นพระสงฆ์องค์ใดเข้ามาอยู่ย่อมเรียกตามที่นั้นว่าเป็น อรัญวาสี        

   top             

เมืองอกแตก-พิษณุโลก เมืองมากมายหลายชื่อ

..........หลักฐานในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ (จารึกวัดศรีชุม) ว่า เมืองสองแควมีมาก่อน ราชวงศ์พระร่วง จะขึ้นครองกรุงสุโขทัยทำให้แต่เดิม นักประวัติศาสตร์มั่นใจว่า "พระมหาธรรมราชาลิไท" สร้างเมืองสองแคว ขึ้นในราวปี พ.ศ.๑๙๐๐ ต้องเปลี่ยนใจในเมื่อยังหา หลักฐานอื่นลบล้างไม่ได้ จึงขอสรุปว่าเมืองพิษณุโลกสร้างขึ้นโดย พระมหาธรรม ราชาที่ ๑ หรือ พระมหาพญาลิไทเมื่อราวปี พ.ศ.๑๙๐๐ พร้อมกับสร้าง พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดา ในปีนี้เอง เมืองพิษณุโลกแต่เดิมเรียกกันว่า "เมืองสองแคว" ต่อมามีชื่อเรียก อีกมากมายหลายชื่อเช่น เมืองสองแก้ว เมืองทวิสาขะ เมืองชัยนาท เมืองโอฆบุรี เมืองจันทบูร เมืองพระพิษณุโลก เมืองอกแตก สาเหตุที่เรียกกัน เหตุเพราะเอกลักษณ์พิเศษในการเลือกชัยภูมิ การตั้งเมืองอีกทั้งยังเรียกกันตามสภาพ ที่เป็นจริง

"เมืองสองแคว"
.......... เป็นชื่อเก่าแก่ที่สุดหลักฐานระบุในหลักศิลาจารึกสุโขทัยที่ ๑ หลักฐานรองลงมาได้แก่ กฏหมายกรุงศรีอยุธยา ในสมัยพระรามาธิบดีอู่ทอง แม้ชาวต่างประเทศก็ยังเรียกเมืองสองแคว จนถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์แห่ง กรุงศรีอยุธยา มีอุทาหรณ์ในพงศาวดารพม่าว่า พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองตั้งให้ พระมหาธรรมราชามียศเป็น เจ้าฟ้า เมืองสองแคว สาเหตุที่เรียกเมืองสองแคว มาจากภูมิประเทศการตั้งเมืองอยู่ระหว่างกลางลำน้ำหรือกลางแคว สองสายคือ แควใหญ่ (แม่น้ำน่านปัจจุบัน) กับแควน้อย (แม่น้ำน่านเดิม) เหนือตัวเมืองพิษณุโลกขึ้นไปราว ๑๐ กม. การเรียกชื่อจึงเอาเอกลักษณ์ของ แม่น้ำมาเรียกชื่อเมืองเพื่อให้รู้จัก

"เมืองพิษณุโลก"
........... คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเมืองพิษณุโลกเกิดขึ้นที่หลังเมืองสองแคว เนื่องจากไม่มีหลักฐานในการระบุชื่อนี้ในหลัก ศิลาจารึกเอาไว้เลย สันนิษฐานว่าชื่อนี้มาปรากฏเมื่อเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา ปรากฏในแผนที่เก่าบางฉบับ สมัย ของพระบาทสมเด็จ พระรามาธิบดีที่ ๑ เขียนว่า "พิดสีโลก" เนื่องจากภาษาในสมัยก่อนมักจะเขียนตามสำเนียง ที่ออกมา หรือไม่ก็เรียกเพี้ยนจากการเขียนเหมือนกับ "นครนายก" ยังเรียก "คอระยก" หรือ "สุโขทัย" ยังเขียน "โสกะไท" เป็นต้น

สาเหตุของการเรียก "พิษณุโลก" มีสาเหตุอยู่สองประการ
..........ประการแรก ตามพงศาวดารเหนือพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกสร้างเมือง พระองค์เสด็จมาถึงในฤกษ์ของ พระพิษณุ อันเป็นยามมงคล ของลัทธิพราหมณ์ จึงตั้งชื่อ เมืองพิษณุโลก หมายถึงเมืองของพิษณุ
..........ประการที่สอง สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าชื่อนี้ได้เปลี่ยน ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพื่อให้เหมาะสมกับเป็นที่ประทับของพระองค์ ซึ่งพระนามเดิมของพระองค์ว่า พระรมเมศวรหมายถึง "เมืองของพระนารายณ์"

"เมืองโอฆบุรี"
........... เรียกตามฤกษ์ของพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาต ตามพงศาวดารเหนือกล่าว ส่วนชื่อ จันทบูรณ์ ก็เป็นชื่อเรียกเมือง ฝั่งตะวันตก

"ทวิสาขะนคร"
........... เรื่องของพงศาวดารเหนือแต่เดิมเป็นภาษามคธ แปลชื่อเมืองสองแคว ว่าเมืองทวิสาขะนครส่วนชื่อเมือง ไทวยนที ก็เช่นเดียวกัน เป็นชื่อเมืองในภาษาบาลีของเมืองสองแคว ซึ่งมีกล่าวในหนังสือ ตำนานพระพุทธสิหิงค์ และ ชินกาลมาลีปกรณ์

"เมืองอกแตก"
........... เป็นชื่อใหม่ที่เพิ่งเกิดเมื่อไม่นานมานี่เอง สาเหตุการเรียกเพราะเป็น ชื่อเมืองที่อยู่กลางลำน้ำ หรือ มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมืองนั่นเอง

"ชัยนาทบุร"
...........
ในบางสมัยการเรียกพิษณุโลกว่าชัยนาทบุรีตามหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑๒ เชื่อกันว่าเป็นชื่อของเมืองพิษณุโลก ส่วนสระหลวงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงปรารภในหนังสือท้าวแสนปม ว่าชื่อเมืองพิษณุโลก

top

พิษณุโลกสมัยสุโขทัย ศตวรรษที่ ๑๙-๒๐
...........เมืองพิษณุโลกมาถึงยุคนี้คือราวปีพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ (พ.ศ. ๑๙๐๐-๒๐๐๐) เป็นระยะที่แคว้น เกิดขึ้น ใหม่มากมายหลายแคว้นเช่น แคว้นลานนา แคว้นสุโขทัย อยุธยา นครศรีธรรมราช เมืองสองแควยังเป็นเมืองที่อุดม สมบูรณ์ เนื่องจากอยู่ริมน้ำน่านภายใต้การปกครองของราชวงศ์ผาเมือง จนกระทั่งมาถึงยุคของพ่อขุนรามคำแหง มหาราช จึงได้ทำการยึดเมืองสองแควเข้ามารวมกับอาณาจักรสุโขทัยเข้าด้วยกัน ในระหว่าง พระยาเลอไท ขึ้นครองราชย์ไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์ได้หายไป จนกระทั่งมาถึงยุคของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระยาลิไท) ขึ้นครองราชย์ดังศิลาจารึกหลักที่ ๘ "พระยาศรีสูรยพงศ์มหาธรรมราชาธิราชเอาพลไปปราบยังน้ำ บุรีสิ้นทั้ง ตะวันออกเขต ยังพระสักรอดสิ้นจึงไปอยู่ในเมืองสองแคว ปุพระมหาธาตุ ปลูกพระศรีมหาโพธิ์"
.......... เมื่อพระองค์มาครองเมืองสองแควได้ขยายอาณาเขตมายังลุ่มแม่น้ำป่าสัก ทำให้เกิดกระทบกระทั่งกับแคว้น อยุธยา แต่ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ยึดเมืองสองแควแล้วโปรดให้ ขุนหลวงพ่องั่วเจ้าเมืองสุพรรณบุรี มาครองสองแคว พระมหาธรรมราชาที่ ๑ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยแก่กรุงสุโขทัย จึงต้องทรงขอเมืองสองแควคืนจากกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ต้องเสีย บรรณาการเป็นจำนวนมากเพื่อแลกกับเมืองสองแคว พร้อมทั้งเสด็จมาประทับที่เมืองสองแควเป็นการป้องกันทาง กรุงศรีอยุธยาคุกคามเอา อีกทางสุโขทัยโปรดให้ พระขนิษฐาปกครองแทน พระมหาธรรมราชาที่ ๑ ประทับอยู่ที่เมือง สองแคว เป็นระยะเวลา ๗ ปี พอสมเด็จ พระรามาธิบดีที่ ๑ แห่งกรุงศรีอยุธยาสวรรคตเมือง พ.ศ. ๑๙๑๒ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ เสด็จกลับไปเมือง สุโขทัยตามเดิม หลังจานั้นเพียง ๑-๒ ปี พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ชีพในปี พ.ศ. ๑๙๑๓-๑๙๑๔
พระมหาธรรมราชา
ที่ ๒ ขึ้นครองราชย์สืบแทน ขุนหลวงพ่องั่ว ขึ้นครองราชย์กรุงศรีอยุธยาแทนพระรามาธิบดีที่ ๑ ได้ยกกำลังมายึดเมืองพิษณุโลกได้ พร้อมกับแบ่งแคว้นสุโขทัย ออกเป็นสองส่วนคือ สุโขทัย สองแคว สวรรคโลก พิจิตร ยกให้พระธรรมราชาที่ ๒ ปกครองต่อไป และให้ไปประทับเมืองพิษณุโลก ส่วนแคว้นตะวันตกได้แก่ ขากังราว (กำแพงเพชร) ระแหง (เมืองตาก) และพระบาง (นครสวรรค์) ทรงมอบให้พระญาณดิส (พระราชบุตรบุญธรรมของพระบรมราชาธิราชที่ ๑) ปกครองชากังราวขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา

top

พิษณุโลกสมัยกรุงศรีอยุธยา
...........เมื่อมาถึงพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ขึ้นปกครองกรุงศรีอยุธยา พระองค์เล็งเห็นว่ากรุงสุโขทัย จะมีอำนาจ รุ่งเรืองในการต่อไป จึงมีพระราโชบายทำให้สุโขทัยอ่อนแอลง โดยแบ่งการปกครองออกเป็น ๒ ภาค เพื่อเป็นการ รักษาน้ำใจชาวเหนือ จึงให้พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ปกครองกรุงสุโขทัยตามเดิม
...........การเกี่ยวของของกรุงศรีอยุธยากับเมืองพิษณุโลก ในรัชกาลของสมเด็จพระราเมศวร แห่งราชวงศ์อู่ทอง เสด็จกลับจากเชียงใหม่ แวะนมัสการและสมโภชพระพุทธชินราช และ พระพุทธชินสีห์ ที่เมืองพิษณุโลก และนับว่า เป็นการบันทึกเรื่องราวของ "พระพุทธชินราช และ พระพุทธชินสีห์" ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา พร้อมกันนั้นยัง ประทับที่พิษณุโลกเป็นระยะเวลาหนึ่งด้วย
...........
ต่อมาในปี พ.ศ. ๑๙๖๒ พระยาบานเมืองกับพระยารามเกิดแย่งชิงราชสมบัติ พระอิทราธิราชต้องเสด็จขึ้นไป ระงับศึกพร้อมกับโปรดให้ พระยาบานเมืองผู้พี่ ขึ้นครองเมืองพิษณุโลก ทรงแต่งตั้งให้เป็นพระมหาธรรมราชาที่ ๔ ส่วนพระยาราม ผู้น้องครองเมืองสุโขทัย พร้อมกับวางพระราโชบายเพื่อจะรวมแคว้นสุโขทัย กับ กรุงศรีอยุธยา ในทางเครือญาติ โดยทรงขอ พระธิดาของพระเจ้าไสลือไท มาอภิเษกกับเจ้าสามพระยา พระราชโอรสของพระองค์ ทรงรอเวลาที่จะส่งผู้ที่มีเชื้อสายทางกรุงศรีอยุธยา และ กรุงสุโขทัยไปครองเมืองสองแคว เมื่อพระมหาธรรมราชาที่ ๔ สวรรคตลงในปี พ.ศ.๑๙๘๑ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) โปรดให้พระราเมศวร พระราชโอรส ซึ่งนับว่ามีเชื้อสายทางสุโขทัย และทางกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปครองเมืองสองแคว ในฐานะพระมหาอุปราชเป็นเวลา ๑๐ ปี จนกระทั้งสมเด็จพระบรมราชาที่ ๒ สวรรคต พระราเมศวรจึงได้ขึ้นครองราย์สนปี พ.ศ.๑๙๙๑ และเสด็จกลับ กรุงศรีอยุธยาเฉลิมพระนามว่า "สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ" ทางเมืองสองแควคงปล่อยให้เป็นฐานะเพียง "หัวเมืองฝ่ายเหนือ"
..........
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงมีพระปรีชา ได้ทรงคิดปฎิรูปการปกครองเลิกระบบการปกครองเลิกระบบ เมืองลูกหลวง ดึงอำนาจเข้าศูนย์กลาง มีการจัดระบบสังคมในรูปศักดินา แล่งการปกครองเป็น "ฝ่ายทหาร และ ฝ่ายพลเรือน" ต่อมาพระยายุทธิษเฐียรเจ้าเมืองสองแคว และ พระยาเชลียงเจ้าเมืองสวรรคโลก ไปฝักใฝ่ต่อพระเจ้า ดิโลกราช ผู้ครองนครแคว้นลานนา ทำทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยาทำให้เกิดสงครามกับเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๐๐๖ พระบรมไตรโลกนารถต้องสูญเสียพระราชโอรสในศึกครั้งนี้ พร้อมกับตัดสินพระทัยเสด็จกลับไป ประทับยังเมือง พิษณุโลก และ ยกเป็นเมืองหลวงอีกครั้ง พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อจาก "เมืองสองแควเป็นเมืองพิษณุโลก" ในขณะ เดียวกัน ได้ลดฐานะกรุงศรีอยุธยาเป็นเพียงเมืองลูกหลวง โปรดเกล้าให้พระบรมราชาพระราชโอรส ปกครองอยุธยาแทน ทำให้ "เมืองสองแคว" หรือ เมืองพิษณุโลกรุ่งโรจน์ทางการเมือง การปกครอง และ การสังคมอีกครั้งหนึ่งระหว่าง ที่ประทับที่เมืองพิษณุโลกตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๐๐๖-๒๓๐๑ เป็นเวลาถึง ๒๕ ปี ...........พระราชกรณียกิจทั้งทางด้านการเมือง การทหาร และ การศาสนาเจริญรอยตามสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ทรงสร้างวัดจุฬามณี เมื่อปี พ.ศ.๒๐๐๖ พระองค์เลื่อมใสในบวรพุทธศาสนาจนออกผนวชในปี พ.ศ.๒๐๐๕ ถึง ๘ เดือน ๑๕ วัน พร้อมทั้งโปรดให้บูรณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มีการสมโภช ๑๕ วัน พระบรมไตรโลกนาถ เสด็จ สวรรคตในเวลาต่อมา

top

พิษณุโลกสมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนปลาย
..........เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถเสด็จสวรรคต พระเชษฐาพระราชโอรสได้ถวายราชสมบัติให้กับ พระบรม ราชาพระเชษฐาที่ปกครองกรุงศรีอยุธยา พิษณุโลกกลับมาเป็นเมืองลูกหลวงอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั้ง พระบรมราชา สวรรคต พระเชษฐาจึงได้ขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยาทรงพระนามว่า "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒" โปรดให้ พระอาทิตยวงศ์พระโอรสครองเมืองพิษณุโลก จนกระทั้งสวรรคต พระอาทิตยวงศ์ขึ้นครอง กรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร" โปรดให้พระอนุชาคือ พระไชยราชาไปครองเมืองพิษณุโลก สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรสิ้นพระชนม์ พระไชยราชาอนุชายึดอำนาจจากพระนัดดาซึ่งยังพระเยาว์ แล้วสถาปนาพระองค์เองเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า "พระไชยราชา" ส่วนทางเมืองพิษณุโลกปล่อยให้ว่างเว้น
...........
จนกระทั้งพระไชยราทิวงคตขุนพิเรนทรเทพ ได้อัญเชิญ พระเฑียรราชา พระราชโอรสของพระรามาธิบดีที่ ๒ อีกพระองค์หนึ่งขึ้นมาครองราชย์ ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ" พร้อมกับให้พระพิเรนทรเทพ ที่ทำความดีความชอบเป็น "พระมหาธรรมราชา" ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก และยังพระราชทานพระธิดาคือ "พระวิสุทธกษัตรี" เป็นมเหสี

..........พ.ศ.๒๑๐๖ ทางฝ่ายพม่าโดยการนำของพระเจ้าบุเรงนอง ได้ยกทัพมาล้อมเมืองพิษณุโลก ได้ไม่นาน เมือง พิษณุโลกก็ต้องยอมแพ้เพราะขาดเสบียงอาหาร กอปรกับไขทรพิษระบาด พระเจ้าบุเรงนองให้พระมหาธรรมราชา ปกครองเมืองพิษณุโลกตามเดิม และได้ยกทัพไปล้อมกรุงศรีอยุธยา จนต้องยอมตามเงื่อนไขที่พม่าขอไว้ โดยมอบ พระราเมศวร ราชโอรสของพระมหาจักรพรรดิองค์โต พระยาจักรี และช้างเผือกที่ขอมาหลายเชือก
........... ทางพม่าคิดจะให้คนไทยอ่อนแอลงโดยทำแกล้งไปเอาใจพระมหาธรรมราชา เมื่อพระมหาจักรพรรดิ์ ทรงทราบจึงนำพระราชธิดาคือ พระวิสุทธิกษัตรี ยกให้กับพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต เพื่อหวังให้เป็นกำลังช่วยสู้ พม่า พระมหาจักรพรรดิเสียพระทัยจึงได้ออกผนวช มอบราบสมบัติให้กับพระมหินทร์ราชโอรสครองเมืองแทน เมื่อพระมหินทร์ขึ้นครองเมืองกรุงศรีอยุธยาทรงแค้นพระทัยเป็นอย่างมากคิดกำจัดพระมหาธรรมราชาแต่ก็ต้องผิดหวัง
.........เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรด์ลาผนวชครองราชย์ตามเดิม พร้อมกับให้พระมหินทร์ไปรับพระวิสุทธิกษัตรี และ พระราชโอรส พระราชธิดา กลับกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าบุเรงนองหาเหตุที่จะยึดกรุงศรีอยุธยา และเมืองพิษณุโลก จึงส่งกองทัพมาร่วมกับพระมหาธรรมราชา กรุงศรีอยุธยาก็แตกเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๑๑๒ พระเจ้าบุเรงนอง ให้พระมหาธรรมราชาไปครองกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นประเทศราชแก่หงสาวดี พระมหาธรรมราชาได้โปรดให้ พระนเรศวรพระราชโอรส องค์ใหญ่ไปครองเมืองพิษณุโลกระหว่างปี พ.ศ.๒๑๑๒-๒๑๒๗ เมืองพิษณุโลกคึกคัก แข็งขัน ทั้งการทหาร การเมือง รวมไพร่พลกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ เพื่อกอบกู้อิสรภาพให้แก่ไทย และในปี ๒๑๒๗ นั่นเองพระนเรศวรก็ประกาศ "อิสรภาพ" ไม่ขึ้นกับพม่าอีกต่อไป พระเจ้าบุเรงนองพอทราบข่าวยกทัพไปปราบ กรุงศรีอยุธยาพระนเรศวร พร้อมหัวเมืองทางเหนือกองทัพไปช่วยกรุงศรีอยุธยาเพียงแห่งเดียวจนได้ชัยชนะ และปล่อยทิ้งเมืองพิษณุโลกให้ ว่างผู้ดูแลเป็นเวลาถึง ๘ ปี เมื่อทรงรับชัยชนะ ครั้งนี้พระองค์ ทรงรวมฝ่ายเหนือ ทั้งหมด โปรดให้เป็นคนไทยด้วยกันอันหนึ่งอันเดียวกันเสีย

top

พิษณุโลกสมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์
...........เมืองพิษณุโลกมีส่วนที่ทำชื่อเสียงอีกครั้งนึ่งเมื่อคราวพม่า ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา จนกระทั้ง กรุงศรี อยุธยาเสียกรุงครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ยับเยินไม่สามารถจะกอบกู้อิสรภาพได้โดยง่าย หัวเมืองที่เคยขึ้นกับ กรุงศรีอยุธยาก็ตั้งตัวเป็นอิสระ หัวเมืองเล็กๆ ก็ต้องยอมอ่อนน้อมต่อเมืองใหญ่ๆ เพื่อเอาตัวรอดทำให้ในยุคนั้นมีก๊ก ด้วยกันทั้งหมด ๕ ก๊ก เจ้าพระยาครองเมืองพิษณุโลกก็เป็นอีกก๊กหนึ่งในจำนวนนั้น
..........
พ.ศ.๒๓๑๑ พระยาตากยกทัพมาปราบก๊กเจ้าพระยาพิษณุโลก แต่ไม่สำเร็จถูกปืนเข้าที่หน้าแข้งต้องยกทัพกลับ ไป ทำให้เจ้าพระยาพิษณุโลกคิดตั้งตนเป็นกษัตริย์ แต่ครองเมืองได้แค่ ๗ วันก็สิ้นชีพ เจ้าพระฝางจึงถือโอกาสตี เมืองพิษณุโลกและ ครองเมืองพิษณุโลกนั้นแต่นั้นมา
..........
พ.ศ.๒๓๑๓ พระเจ้าตากจึงยกทัพมาปราบเมืองพิษณุโลกอีกครั้ง คราวนี้สามารถตีได้ไม่ยาก พร้อมกับได้ เมืองฝางด้วย ส่ง "เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช" ปกครองเมืองพิษณุโลก ยกให้เป็นเมืองเอกขึ้นกับกรุง ธนบุรี ในพระราชพศาวดาร กล่าวถึงพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อปราบเจ้าเมืองฝางได้แล้ว "กระทำการสมโภชพระมหาธาตุ และพระพุทธชินราช และ พระพุทธชินสีห์ รวม ๓ วัน" ...........ต่อมาพม่าคิดจะมาตีเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งเพราะเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาแตกไปหมดแล้ว เป็นการลองกำลังทหาร ในปี พ.ศ.๒๓๑๘ อะแซหวุ่นกี้ ยกทัพมาตีกรุงธนบุรีโดยยกมาทาง "ด่านแม่ละเมา" เมืองตากพร้อมกับให้ตั้งทัพที่ "บ้างกงธานี" ฝ่ายพระยาจักรี และ พระยาสุรสีห์ยกทัพกำลังจะไปตีเมืองเชียงแสน เมื่อรู้ข่าว รีบยกทัพกลับมาตั้ง ในเมืองพิษณุโลก เนื่องจากมีชัยภูมิมีแม่น้ำน่านสามารถติดต่อกับหัวเมืองทางใต้ได้สะดวก เมื่ออะแซหวุ่นกี้เข้าโจมตี จึงถูกตอบโต้อย่างหนัก หลัดกันรุกผลัดกันรับจนอะแซหวุ่นกี้ นัดหยุดรบขอดูตัวพระยาจักรี แม่ทัพใหญ่ของฝ่ายไทย "อะแซหวุ่นกี้ให้ล่ามถามว่ามีอายุเท่าไร เจ้าพระยาจักรีให้บอกว่า ๓๐ เศษ แล้วให้ ถามอายุอะแซหวุ่นกี้บ้าง ล่ามบอกกลับ มากว่า ๗๒ ปี อะแซหวุ่นกี้พิจารณาแล้วดูลักษณะพร้อมกับสรรเสริญว่า ท่านนี้รูปงามฝีมือก็เข้มแข็ง อาจสู้รบเราเป็น ผู้เฒ่าได้ จงอุตส่าห์รักตัวไว้ ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์ ไทยโดยแท้ แล้วให้เอาม้าทองคำสำหรับหนึ่งกับ สักหลาด พับหนึ่ง ดินสอ แก้วสองก้อน น้ำมันดิบ ๒ หม้อ มาให้เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาจักรีก็ให้ตอบแทนพอสมควร ก่อน จะกลับไป ล่ามบอกพระยาจักรีว่า จงรักษาเมืองเอาไว้ให้มั่นคงเถิด เราจะตีเอาเมืองพิษณุโลกให้จงได้ในครั้งนี้ ในภาย หน้าพม่าจะตีเมืองพิษณุโลกไม่ได้อีกแล้ว"

..........เมืองพิษณุโลกถูกล้อมอยู่นานถึง ๔ เดือน เสบียงอาหารขาดแคลน ทางกรุงธนบุรีส่งเสบียงมาไม่สำเร็จ ในที่สุดเจ้าพระยาทั้งสองต้องตัดสินใจทิ้งเมืองพิษณุโลก อะแซหวุ่นกี้เข้าเมืองได้ และ เผาผลาญบ้านเมืองมอดไหม้อยู่ในกองเพลิงสีแดงฉานจับท้องฟ้า มีสถานที่อยู่เดียวที่มิได้เผ่าทำลายด้วยนั้น ก็คือ วิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

top

กลับหน้าหลัก I 1 I 2 I 3 I 4 I 5 I 6 I 7 I 8 I 9 I10 I 11 I 12 I